วันสิ้นโลก..
posted on 30 Nov 2009 20:39 by zaliaus in SOUL-of-ZaliauSวันล้างโลก... วิกฤตการณ์แห่งมนุษยชาติ
เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว ที่มนุษย์มีศาสนาเป็นหลักยึดทางใจ เป็นดวงประทีบนำทางแก่ชีวิต รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตโลกปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย ซึ่งในแต่ละศาสนานั้น ต่างมีประเด็นความเชื่อสำคัญที่คล้ายกัน คือ เชื่อว่ามีกาลอวสานของโลกนี้อย่างแน่นอน
ตามความเชื่อในคติพราหมณ์ โลกที่พระพรหมสร้างให้เราอยู่ทุกวันนี้ จะมีอายุเพียง ๑ วันของพระพรหม ซึ่งเรียกว่ากัลป์ คือระยะเวลานับแต่โลกเกิดจนโลกสลาย อุปมาว่า มีภูเขาสูง ๑ โยชน์ วัดรอบได้ ๓ โยชน์ ในรอบ ๑๐๐ ปีจะมีเทวดาเอาผ้าทิพย์อ่อนดังควันไฟมากวาดครั้งหนึ่ง เมื่อภูเขานั้นราบเสมอแผ่นดิน จึงหมายถึงเวลา ๑ กัลป์ ซึ่งในกัลป์หนึ่งๆจะแบ่งออกเป็น ๑,๐๐๐ มหายุค ในมหายุคหนึ่งมี ๑๒,๐๐๐ ปีสวรรค์ และแต่ละมหายุคยังสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ กฤตยุค ไตรดายุค ทวาปรยุค และกลียุค บัดนี้โลกได้ตกอยู่ในช่วงกลียุค อันเป็นยุคสุดท้าย ซึ่งมีค่าเท่ากับ ๑,๒๐๐ ปีสวรรค์ ๑ ปีสวรรค์เท่ากับ ๓๖๐ ปีมนุษย์ ดังนั้นกลียุคมีระยะเวลา ๔๓๒,๐๐๐ ปีมนุษย์ คติพราหมณ์เริ่มนับกลียุคตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ปีก่อนพุทธศักราช จนบัดนี้ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้ผ่านกลียุคมีแล้ว ๕,๑๑๑ ปี ซึ่งเหลือเวลาอีก ๔๒๖,๘๘๙ ปี วันล้างโลกก็จะมาถึง เกิดมหันตภัยทั่วโลกธาตุ พระศิวะจะเปิดเนตรดวงที่สาม มีไฟบรรลัยกัลป์ออกมาเผาผลาญโลกจนหมด
ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า ในแต่ละกัปหรือกัลป์นั้น จะมีผู้ตรัสรู้มาบังเกิด เมื่อสิ้นกัปหนึ่งไปก็จะเริ่มต้นวัฏจักรในกัปต่อมา กัปที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้เรียกว่าว่า ภัทรกัป แปลว่ากัปที่เจริญ เพราะในกัปนี้จะมีผู้ตรัสมาบังเกิดถึง ๕ พระองค์ ซึ่งในเวลานี้มีผู้มาตรัสรู้มาโปรดโลกแล้ว ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระสมณโคดม หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง และหลังจากผ่านพ้นกลียุคไปแล้วนั้น จะเป็นยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย อันเป็นผู้โปรดโลกพระองค์สุดท้าย นอกจากนี้ยังมีพุทธทำนายจากศิลาจารึกในสวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย กล่าวว่า จะมีฝนเหล็กและไฟตกลงมาจากอากาศเผาผลาญผู้คนและบ้านเมืองให้พินาศเป็นอันมากในช่วง ๑๕ ปีก่อนกึ่งพุทธกาล (อาจจะหมายถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒) และหลังจากกึ่งพุทธกาลไปจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆนับเป็นช่วงกลียุค มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกัน ต่างฝ่ายต่างทำลายกันย่อยยับเหมือนยักษ์กระหายเลือด แผ่นดินแผ่นน้ำจะเดือด เป็นไฟและตายกันฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน จากนั้นพระพุทธศาสนาจะยืนยาวต่อไปจนครบ ๕,๐๐๐ ปี จึงสูญสลาย
ในความเชื่อทางคริสตศาสนานั้น เชื่อว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาบนโลกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งครั้งนี้พระองค์จะกลับมาพิพากษาโลกของเรา มิใช่มาเพื่อช่วยกู้โลกเหมือนเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ในการเสด็จมาครั้งแรกนั้น ทรงเสด็จมาในสภาพที่ต่ำต้อยที่สุด โดยยอมบังเกิดบนรางหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ แต่ในการเสด็จมาในครั้งที่สอง พระองค์จะเสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้าและมีเสียงแตรอันดังยิ่งนัก พร้อมกองทัพแห่งทูตสวรรค์เคียงข้างพระองค์ เพื่อทำมหาสงครามกับผู้ที่ต่อต้านพระองค์ เวลานั้นแม่น้ำและท้องทะเลจะกลายเป็นเลือด จะมีแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดนับแต่สร้างโลกมา จากนั้นพระองค์จะตั้งบัลลังค์ขึ้นที่เยรูซาเล็ม เพื่อแบ่งแยกคนดีออกจากคนชั่ว
ในปัจจุบันมีสัญญาณต่างๆมากมายที่สอดคล้องกับคำพยากรณ์ถึงการเสด็จมาครั้งที่ ๒ ของพระเยซูคริสต์ เช่น ชนชาติอิสราเอลจะก่อตั้งประเทศขึ้น การมีผู้อ้างตัวว่าเป็นพระเยชูคริสต์ การเกิดกันดารอาหาร การเกิดโรคระบาด การที่มนุษย์มีความรู้ทวีคูณ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทราบถึงสิ้นโลกได้ เพราะพระคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกว่า วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แม้แต่ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียวเท่านั้น
ศาสนาอิสลามก็มีความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกเช่นเดียวกัน เรียกว่าวันกียามัต พระคัมภีร์อัลกุรอ่านได้พยากรณ์เกี่ยวกับวันสิ้นโลกเป็น ๒ วาระ คือ นิมิตเบาและนิมิตหนัก ในด้านนิมิตเบานั้นว่าด้วยชีวิตอันไร้มโนธรรมของมนษย์ และมหาสงครามของคนในกลียุค ส่วนนิมิตหนักว่าด้วยเรื่องของสัตว์ร้ายและการกลับมาอีกครั้งของนบีอีซา จากนั้น ครั้นเมื่อเทพอิสราฟิลเป่าแตรครั้งที่ ๑ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็สิ้นไปพร้อมกับมีการล้างโลกด้วยน้ำ เมื่อเทพอิสราฟิลเป่าแตรครั้งที่ ๒ ชีวิตก็จะกลับคืนใหม่ เพื่อรับการพิพากษาการกระทำจากพระอัลเลาะห์ ส่วนวันกัลปาวสานของโลกจะมาเมื่อใดนั้น ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า ความรู้ในเรื่องนี้มีอยู่ที่เฉพาะพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น จะเกิดเมื่อไหร่ไม่มีใครตอบได้
สำหรับการทำนายเรื่องวันสิ้นโลกที่จะเกิดขึ้นในปี 2012 นั้น อ้างอิงมาจากปฏิทินของชาวมายัน ซึ่งไม่เหมือนกับปฏิทินทั่วไปที่จะนับวันไปข้างหน้า แต่ปฏิทินนี้จะนับเวลาถอยหลัง โดยได้กำหนดจุดเริ่มต้นไว้ที่ 3116 ปีก่อนคริสตกาล และแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 13 แบ็กทัน ซึ่งนับถึงปัจจุบันเป็นแบ็กทันสุดท้ายแล้ว (แบ็กทันที่ 13 เริ่มเมื่อ ค.ศ.1606) และเมื่อนำปฏิทินของมายันมาเทียบวันตามปฏิทินเกรกอเรียนที่เราใช้ในปัจจุบัน มันจะสิ้นสุด ณ วันที่ 21-12-2012 จึงเป็นที่มาของความเชื่อ และเกิดความตื่นกลัวของคนบางกลุ่ม
เราจะรอดจากวันสิ้นโลกได้อย่างไร...?
ในศาสนาพราหมณ์นั้น วันสิ้นโลกยังอยู่อีกยาวไกล การจะได้ไปอยู่สวรรค์หรือจะเกิดโลกใหม่ที่พระพรหมสร้างก็ขึ้นกับศรัทธาและคุณงามความดีของแต่ละคน แต่สิ่งที่เราต้องพบแน่นอนคือความดับสูญของร่างกาย สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าไฟบรรลัยกัลป์ของพระศิวะ คือการที่คนเราได้ทำบาปนั่นเอง
สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม กระทำแต่คุณงามความดี จิตจึงต้องรู้แจ้งว่า ภัยพิบัติที่จะเกิดแก่โลกนั้นเป็นเรื่องของวัฏจักรธรรมชาติ เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ต้องดับไป นอกจากนี้ พระพยอม กัลยาโณ กล่าวไว้ว่า “สำหรับคนที่ตื่นตระหนกกับกระแสนี้ แล้วทำอะไรไม่เข้าท่า ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นต้องเดือดร้อน มันแย่ยิ่งกว่าโลกแต่เสียอีก อาตมาอยากจะเตือนว่า ขอให้ฉลาดกันหน่อย คิดอะไรก็ให้มีเหตุผล”
ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดฝันถึง แต่เวลาเหลือน้อยลงทุกที ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอโดยการหมั่นทำความดี เมื่อวันสิ้นโลกมาถึงจริง เราจึงไม่ต้องเสี่ยงกับการพิพากษา ศาสนิกชนอย่าพอใจในความความดีที่ตนทำอยู่ แต่จงมีมานะบากบั่นดุจนักกีฬาที่ฝึกฝนเพื่อชัยชนะ และจะได้รับบำเหน็จรางวัลในสวรรค์
สำหรับชาวมุสลิมทุกคน เชื่อว่ามีวันสิ้นโลก เพราะเป็นหลักศรัทธาของศาสนา การเชื่อเช่นนี้จะทำให้มนุษย์ควบคุมตนเองให้ทำความดี เพราะเมื่อพระเจ้าได้ทำให้โลกนี้สิ้นไปและชุบชีวิตให้เราอีกครั้งหนึ่ง แล้วพระองค์จะทรงพิพากษาการกระทำของเรา การยึดมั่นทำความดีมากๆ จะทำให้เราพออุ่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า พระเจ้าจะตอบแทนความดีที่เราทำอย่างแน่นอน
ทั้งหมดทั้งมวลนี้ ไม่ว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ตาม ภัยพิบัติต่างๆจะร้ายแรงแค่ไหน ขอให้เราทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท หมั่นทำความดี อย่าตื่นตระหนกถึงเหตุการณ์อนาคตซึ่งยังมาไม่ถึง พึงระลึกไว้ว่า “เมื่อมีวาระเกิด ก็ต้องมีวาระสูญสลาย ทุกสิ่งล้วนแต่หมุนเวียนไปตามกรรมของสิ่งนั้น”
สงสัยระคนสงสาร
posted on 01 Sep 2009 02:53 by zaliaus
ประกาศแพทยสภา
ที่ 46 /2549
เรื่อง ข้อเท็จจริงทางการแพทย์
........ข้อ 5 เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอาจปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยที่ไม่ อยู่ในสภาวะฉุกเฉิน อันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยต้องให้คำแนะนำหรือส่งต่อผู้ป่วย ตามความเหมาะสม
คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย พ.ศ.2541
.......ข้อ 2. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจาก ความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะ ของความเจ็บป่วย
อันดามัน ซีฟู้ด
posted on 10 Dec 2008 22:49 by zaliausเมื่อเย็นพาน้องๆสายรหัสไปกินอาหารทะเล
ที่อันดามันซีฟู้ด เพื่อนแนะนำมาเพราะว่าราคามันถูก เค้าคิดหัวละ 199 เอง
ปรากฏว่าสั่งแต่ละทีเนี่ย ได้ช้ามาก...ไม่รู้เพราะอะไร
คงจะไปเลี้ยงกุ้งเลี้ยงหอยอยู่กระมัง อาหารแต่ละจานได้กุ้งประมาณ 5-6 ตัว
นั่งกินอยู่ สองชั่วโมง ไอ้เราก็จำไม่ได้ว่าสั่งอะไรไปแล้วมั่ง รวมทั้งอะไรที่เค้ามาเสริฟแล้วมั่ง
ตกท้ายตอนก่อนกลับ เด็กเสิร์ฟแกเอามาลงที่เดียวห้าจานรวด (สามชุด=15)
มันก็คืออาหารที่พวกเราสั่งไปแล้วตอนสองชั่วโมงก่อนนั้นแหละ พระเจ้า!! เพิ่งมาตอนจะอิ่มแล้วเนี่ยนะ.
แล้วไอ้จานสุดท้ายนี่สิ ไม่รู้ว่ามีใครไปสั่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออยากลองของ
มันคือ หอยนางรมดิบ เอาล่ะหว๊า... ใครจะกินเนี่ยยย...(ควรจะมาเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว)
ก็เลยต้องเล่นเกมส์จับฉลาก ใครแพ้ก็คนละชิ้นสองชิ้น
พวกเราทั้ง 19 คนจึงรอดมาได้ด้วยประการฉะนี้
New Blog Opening!!!
posted on 10 Dec 2008 12:38 by zaliausวันนี้เป็นเปิดบล็อกใหม่ของเรา 55+
ถือฤกษ์ดีวันรัฐธรรมนูญซะเลย (ไม่น่าจะเกี่ยวกัน)
ที่จริงอาจจะเป็นเพราะเราว่างมากว่า แล้วอีกอย่างก็เบื่อๆ พวก hi5 แล้วด้วย
เลยหาสิ่งใหม่ทำ ทำบล๊อกมันดูเป็นการเป็นงานเป็นผู้ใหญ่มากกว่า คิดว่านะ
เง้ออออ.....ไม่รู้จะมีคนเข้ามาดูบล๊อกเรามั้ยเนี่ย แต่เราจะพยายามไปอ่านของคนอื่นๆนะ
แล้วเจอกันคร๊าบบบ...