Sportday-climax

posted on 03 Dec 2009 01:11 by zaliaus  in MED-Life
       
        ที่จริง sportday ประจำปี 2009 ก็ผ่านมานานแล้ว แต่พึ่งนึกได้ว่าอยากเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา ในฐานะผู้มีส่วนร่วมและกรรมการตัดสินที่ได้ชม climax ของทุกคณะ เผื่อจะมีประโยชน์บ้าง
        พูดถึงการแสดงไคลแมกซ์ก่อนก็แล้วกัน เป็นที่ทราบกันดีว่าคณะแพทย์ของเราได้ที่ 1 มาเป็นปีที่ 4 แล้ว (แค่อยากแจ้งให้ทราบ ในกรณีที่ยังไม่รู้) เริ่มจาก med wind รหัส 49 ที่ได้สร้างสปิริตอันแรงกล้าให้กับรุ่นต่อๆมา ซึ่งปี 49 นั้น ฉากหลังออกแนววิหารโรมันอันวิจิตรตระการ และยังแสดงได้ดีมาก ทั้งการนำเสนอ ความคิดสร้างสรรค์ ความพร้อมเพรียง ฯลฯ จึงได้ที่ 1 มาอย่างสมเกียรติ ถัดจากนั้นก็ปี 50 med soul ที่มาในรูปแบบของ วิหารชาวมายัน อันสูงลิ่วดูคล้ายกับพาเราไปยังสรวงสวรรค์ได้ การแสดงในปีนั้น ตามความเห็นแล้ว ดูเหมือนจะ drop กว่าปีก่อนๆ รวมทั้งปีหลังจากนั้นด้วย แต่อย่างไรก็ดี มันก็เกิดการ drop ลงมาทั้งมหาวิทยาลัยเลย ทำไมไม่รู้ นะ climax ปีนั้นที่ดูเหมือนจะตก mean คณะแพทย์จากที่เคยๆทำกันมา แต่ก็ยังเป็น max ของมหาวิทยาลัยอยู่ดี เราจึงได้ที่ 1 มาอีกปี สำหรับปี 51 med rain นั้น นับได้ว่าเป็นการฉุดคะแนนขึ้นอย่างแรง โดยเฉพาะโคมโมเสก ที่สามารถแปลงเป็นหลายๆรูปได้ เป็นที่ฮือฮาไปทั่ว และปีนั้นรู้สึกว่าคณะวิทยาศาสตร์ก็ยัง drop อยู่ สังเกตุได้ว่าไม่ติดอันดับ top three ในหลายรางวัล เราจึงคว้าใจกรรมการและผู้ชมได้อย่างไม่ยากเย็น จนกระทั่งมาถึง รุ่น med wish ปี 52 นี้ ด้วย code ที่สวยงาม และอุปกรณ์ที่สร้างสวรรค์ เยอะแยะ งัดขึ้นมาเรื่อยๆ ตลอดการแสดงผู้ชมเฝ้าดูตลอดว่ามันจะเอาอุปกรณ์ไรขึ้นมา มาจะทำเป็นรูปอะไร ในที่สุดก็ได้ที่ 1 มาอีก (ถึงแม้จะผิดเยอะไปหน่อย)
         คณะที่ตามมาติดๆ คือ คณะวิทยาศาสตร์  ปีนี้ นำเสนอได้ดีมาก เป็นออกแนวล้านนา ดูแล้วสมกับคำว่าล้านนาแดนสววรค์จริงๆ โดยเฉพาะฉาก ที่ดูเหมือนจะเป็นอาณาจักรที่มีคนอาศัยอยู่บนนั้นจริง ทั้งการสรงน้ำพระธาตุ การลอยกระทง ไหว้พระพุทธรูป ฯลฯ เรียกได้ว่าความคิดสร้างสรรค์ของฉากนั้นได้ใจไปเต็มๆ ส่วนบนแสตนด์นั้น น้องคณะวิดยา ทำได้พร้อมเพรียงมาก และมีผิดน้อยมาก แทบจะไม่เห็น บวกกับความยาวของสแตนท์ การแสดง climax ของคณะวิทยาศาสตร์ จึงดู Grand สุดๆ อย่างไรก็ตามเมื่อพิจารณาเรื่อง code บนสแตนท์ ถึงแม้จะมีความพร้อมเพรียงมาก แต่ด้านความคิดสร้างสรรค์ยังขาดอยู่ ท่ามือ การแปรอักษร และอุปกรณ์ ยังห่างจากคณะแพทย์มาก ดูแล้วไม่ค่อยตื่นตามากนัก เดาได้เลยว่า code ต่อไปของคุณจะเป็นอะไร
        สำหรับที่ 3 คณะเภสัช ปีที่แล้วได้ถึงอันดับ 2 ปีนี้จึงมีเครดิตอยู่มาก คณะนี้นำเสนอในเรื่องเกี่ยวกับการถล่มของโรงงานและการช่วยชีวิตคนงานในนั้น ช๊อตเด็ดอยู่ที่ตอนหลีดโดนดึงเข้าไปในกล่องผ้าดำๆ หายเข้าไปเลย เป็นอะไรที่เจ๋งมากๆ คิดได้ไงเนี่ย ส่วนบนแสตน์ก็ทำได้พร้อมเพรียงดี แต่จุดด้อยคือคนมีจำนวนน้อย จึงถูกมองว่าเมื่อคนน้อย ความผิดพลาดก็ยิ่งมีน้อย ต่างจากคณะวิทยาศาสตร์ที่มีจำนวนคนมากกว่าเป็น 10 เท่า ซึ่งก็พร้อมเพรียงดีเหมือนกัน และถึงแม้ว่าอุปกรณ์ของคณะนี้จะดู plain ๆ เหมือนคณะอื่นๆ แต่การเอามาปรับใช้กัน code นั้นไม่ธรรมดาเลย มีลูกเล่นมากมาย ในขณะที่คณะอื่นอุปกรณ์ก็ plain ท่าก็ยัง plain ถ้ามีการพัฒนาในเรื่องอุปกรณ์และ code ก็คิดว่าที่ 1 หรือที่ 2 ก็อยู่ไม่ไกล เพราะคนของเค้าคุณภาพอยู่แล้ว 
         อันดับที่ 4 คณะศึกษาศาสตร์ สำหรับปีที่แล้วสามารถทำได้แบบว่า enjoy มากๆ จนผู้ชมอยากจะลุกขึ้นเต้นตาม ในปี 2009 นี้ยังคงทำได้ไม่เสียชื่อรุ่นพี่ ที่ขอโหวตที่สุดคือการที่หลีดออกมาแย่งชิงรางวัลออสการ์กัน ด้วยวิธีการที่ทำให้ผู้ชมต้องฮือฮาทุกช็อต เมื่อเหลียวมามองดูที่สแตนท์ก็พบว่าน่าสนใจไม่น้อยที่เดียว ทั้งการเปลี่ยนโค้ดไปเรื่อยๆ (เดาไม่ได้) และอุปกรณ์ก็หลากหลาย เมื่อมองดูสีหน้าของน้องๆก็พบว่ามีความทุ่มเทจริงๆ code ที่ออกมาแต่ละอันก็สวยงาม และไม่ค่อยมีที่ผิดเลย จึงอยากให้รักษามาตรฐานนี้ต่อไป เป็นเอกลักษณ์ของคณะศึกษาจริงๆ
         ที่ 5 คือคณะมนุษย์ศาสตร์ ที่ได้อันดับนี้มาได้ไงไม่รู้ งงๆอยู่ เพราะดูเหมือนว่าจะเน้นหลีดมาก มีทั้งการออกมากยั่วด้วยท่าทาง สีหน้า อารมณ์ แต่ก็แสดงได้เร้าใจไม่แพ้คณะศึกษาเลย ในขณะที่บนแสตน์นั้นแทบจะไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากร้องเพลงปาวๆ อาจจะมี code บ้างตอนต้นๆ ของ climax ส่วนที่เหลือหลังจากนั้น สแตนท์ กลายเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องไปให้ความสนใจเลย เมื่อเหลียวไปมองดูเป็นคราวๆ เผื่อว่าจะงัดเอาอะไรขึ้นมาหรือเปล่า ก็มืดสนิท มีแต่เสียงร้องเพลงออกมาเท่านั้น อันดับที่ 5 จึงดีเกินไปสำหรับคณะนี้ เมื่อเทียบกับหลายๆคณะที่อันดับต่ำลงไป
         นี่ืคือความเห็นส่วนตัวใน 5 อันดับแรกๆ ที่เหลือจะไล่เรียงตามที่น่าสนใจก็แล้วกันนะ
         คณะทันตะ -  รู้สึกว่าหลีดจะมาช้าทำให้กรรมการต้องรอ แต่เนื่องจากแสดงเป็นคณะแรกซึ่งปีเริ่มเร็วกว่าปีก่อนๆ จึงเข้าใจดี การนำเสนอเป็นรูปแบบของ Restaurant city ทำได้น่ารักมากมาย ทั้งการเต้นของหลีดและการตอบรับของสแตนท์ มองดูภาพรวมแล้วจึงเข้าใจสิ่งที่นำเสนอได้ดี ถึงแม้ว่าจะเป็นคณะเล็กๆ แต่ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าเจ๋งจริงๆ อุปกรณ์การแสดงดูจะมีหัวคิดมากกว่าคณะใหญ่ๆด้วยซ้าไป เชียร์สุดใจคณะนี้
        คณะวิจิตรศิลป์ - คณะนี้ดูเหมือนว่าจะมาแสดงเพื่อเรียกความฮาเท่านั้น และก็ฮากันจริงๆ concept ตอนแรกเค้าบอกว่าเป็นพระมหาชนก แต่ที่แสดงออกมาไม่ใช่เลย แต่ก็โจ๊กสุดๆ ตามแบบฉบับวิจิตรศิลป์ ถึงแม้จะดูไม่ออกว่าอันไหนหลีด อันไหนสแตนท์ อย่างคณะอื่นๆก็จะแยกออกว่ามี 2 ส่วน แต่คณะนี้ดูแล้วฮาจนลืมแยกไปเลย แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าคณะนี้ได้ที่ 1 ก็แสดงว่าทั้งมหาลัยของเราคงจะเป็นมหาลัยที่ joy ที่สุดในโลก
         คณะแมสคอม - เป็นที่ฮือฮากันมาทุกปี โดยเฉพาะปีนี้ มีการสร้างสระน้ำบนลู่วิ่ง มิหนำซ้ำ หลีดยังลงไปเต้นยั่วกันดุจจะสังวาสในสระนั้นอีก ทั้งเรื่องของการแต่งกาย(ผู้ชายใส่ กกน)และเรื่องท่าทางไม่เหมาะสมของการแสดง กลายเป็นประเด็นใหญ่ไปเลย บ้างก็ว่าเป็นการแสดงความคิดที่ไม่เหมือนใคร เป็นอิสระที่จะนำเสนอ แต่บ้างก็ย้อนถามถึงความเหมาะสมในบทบาทนักศึกษา ในส่วนตัวแล้วคิดว่า ไม่เหมาะสมนะ การที่คนเราจะแสดงความคิด หรืออิสระการนำเสนอนั้น ไม่จำเป็นต้องทำในรูปแบบนี้เสมอไป น่าจะทำในรูปแบบการแสดงอย่างอื่นมากกว่า เหมือนที่คณะอื่นๆเค้าทำกัน และสังเกตุว่าพวกรุ่นน้องปีหนึ่ง ไม่เห็นได้ทำอะไร นอกจากมายืนจับกลุ่มกันร้องเพลงประกอบการแสดงที่ไม่เหมาะสมของพวกนักแสดงในสระน้ำ ถ้าเทียบกับคณะวิดวะหรือวิดยา น่าเสียใจแทนน้องปีหนึ่งมาก ที่ควรจะได้มีโอกาสโชว์สปิริตขอตนมากกว่านี้
          คณะสถาปัตย - มีแต่การเปิด slide โชว์ พร้อมกับเต้นของหลีด สรุปคือเป็นการมาโฆษณาละครสถาปัตฯ "ดารากุมารี" แล้วก็ได้ผลเสียด้วย เพราะผมเองตอนนี้ก็เผลอช่วยประชาสัมพันธ์ไปแล้ว 55+ นับว่าได้เลือกช่วงเวลาเหมาะทีเดียว ที่ถือโอกาสสปอร์ตเดย์ในการโฆษณา เฉียบจริงๆ
          คณะ อก. - คณะนี้เป็นคณะที่มี code การแสดงและอุปกรณ์ดีมากๆ โดยรวมแล้วเป็นรองแค่คณะแพทย์ด้วยซ้ำไป ที่จริงควรติดอันดับ top 5 นะเนี่ย แต่ดูเหมือนการนำเสนอยังสื่อไม่ค่อยชัดเจน และไม่มีจุด peak ของการแสดง แบบว่าดูไปเรื่อยๆ code สวยดี อุปกรณ์ก็สร้างสรรค์ดีนะ.... ที่สำคัญหลีดเดอร์มีเยอะมากๆ มันจึงดูวุ่นวายไปหมด ถึงแม้จะพลาดอันดับดีๆ แต่ดูจากการแสดงแล้ว เชื่อว่าพี่น้อง อก. ประสบความสำเร็จ ไม่เสียแรงที่คิด code และซ้อมกันมา 
       คณะเมดเทค - ปีนี้ฉากคณะนี้สวยมาก และสามารถสื่อถึงสิ่งที่จะนำเสนอได้ดีทีเดียว (saving town) รวมทั้งหลีดด้วยที่แบ่งเป็น 2 ฝ่ายทั้งดีและร้าย (ไม่ใช่รุกกับรับ) ทำให้เนื้อเรื่องเข้าใจง่าย และประทับใจ โดยไม่ต้องใช้การแสดงที่เวอร์หวือหวาเลย ด้านสแตนท์นั้น น้องๆก็ทำได้พร้อมเพรียงดี (อาจจะน้อยว่าวิดยาและเภสัชไปหน่อย) แต่ก็ดีมากๆเลย แต่สิ่งที่คาใจก็คือ code และท่าทางแต่ละอย่างที่แสดงนั้น ไม่ค่อยเข้ากับ concept เท่าไหร่เลย เหมือนจะปลีกตัวแยกให้หลีดกับฉากเป็นผู้นำเสนอมากกว่า แต่รวมๆแล้ว ดูเพลินตาดีเหมือนกัน   
        คณะรัฐศาสตร์ สังคม นิติ อีคอน - มันดูคล้ายๆกันเลย ทั้งสแตนท์กับหลีด ต่างกันก็แค่ concept ตอนนั้นง่วงด้วยเลยไม่มีสมาธิดู
      คณะพยาบาลศาสตร์ - ยังคงมีเอกลักษณ์เสมอ ร้องเพลงเพราะ หลีดพร้อม เพลงเร้าใจ ได้อารมณ์คณะพยาบาลจริงๆ โดยรวมแล้วก็โอเคครับ
 
 
สรุปเกร็ดน่ารู้และต้องรู้
-  กรรมการแต่ละคนให้คะแนนไม่เหมือนกัน ถึงแม้จะมีเกณฑ์มาให้ แต่ในใจแต่ละคนก็มีเกณฑ์ของตน อาทิ ไม่มีคะแนนฉาก แต่ฉากของวิดยาดันขยับได้ดุจมีชีวิต จึงไปให้คะแนนในช่องความคิดสร้างสรรค์ (ต้องหาช่องใส่จนได้แหละ อยากให้ซะอย่าง) หรือที่คณะสถาปัตฯกับวิจิตรฯไม่มีสแตนท์ปีหนึ่ง จึงได้ 0 เกือบทุกช่อง เพราะไม่รู้จะเอาไหนมาให้
-  มีกรรมการน้อยคน ที่จะให้ด้วยความไม่อคติ ผลัดกันบล๊อก ผลัดกันต้าน อาทิ คณะแพทย์ >> ผิดตรงไหนกูจะหักตรงนั้น ถ้าคณะอื่นทำผิดบ้าง >> มองว่าจุดเล้กจุดน้อย ดูหลีดดีกว่า เร้าใจดี ฯลฯ   
-  มีหลีดคณะแพทย์และทันตะเท่านั้น ที่การแสดงไม่เปลืองเนื้อเปลืองตัว รักษาภาพพจน์หรือเปล่านี่?   
-  code ของ อก. เหมือนกับ คณะแพทย์ 2 code  
-  เกือบทุกคณะ 80% จะมีท่าชูแขนขึ้นแล้วออกมาเอียงต่อกันเป็นรูปดินสอพอง หัวหอม ภูเขา (เรียกอะไรก็ช่าง)
-  อุปกรณ์ถุงมือมีเกือบทุกคณะประมาณ 90% 
-  Black light UV มีเกือบทุกคณะพอๆกับถุงมือ
-  คณะที่หน้าม้าเยอะ เภสัช แพทย์ วิดยา  
 
พิเศษเฉพาะคณะแพทย์
> code ปรบมือคณะแพทย์ ฆ่า โค้ดมือของทุกคณะได้ (เท่าที่ถามคณะอื่นมานะ) เค้าจะตบก็ยังไง เราก็ฆ่าได้เพราะเราเร็วกว่า คอมเพล็กซ์กว่า ที่สำคัญ ไม่ต้องนับเลข (ก็การตบมือมันเป็นการให้จังหวะอยู่แล้ว จะนับเลขอีกทำไม งง!!)  
> เพลทคณะแพทย์ ฆ่าเพลทของทุกคณะได้ เพราะมีสีเยอะสุด มีหลายรูป pixel เล็กสุด แต่มันไม่ใช่ตัวเรียกคะแนนนะ คนดูเค้าชินไปแล้วว่าต้องมี และตอนนี้คณะอื่นเริ่มมีหลากหลายสีกันแล้ว จากเดิมที่มีแค่ ไม่ถึง 10  สี pixel ก็เริ่มเล็กลงแล้ว (พูดอย่างกะมือถือ) 
> ยังครองแชมป์หมุนตัวดึงเสื้อได้เร็วที่สุด
> พลิกถุงมือกระดาษสีชมพูได้เร็วมาก คณะอื่นก็มีถุงมือกระดาษเหมือนกัน แต่พลิกช้ากว่า 
> Equalizer ท่อนหลังๆ ของ med rain โดนก๊อปไปเหมือนเดี๋ยะ น่าจะเปลี่ยน code หน่อยก็ยังดี      (แต่นี่พี่แกเล่นก๊อปทั้ง code ทั้ง อุปกรณ์เลย)
> สิ่งที่มีคนพูดถึงมากสุด (เท่าที่ฟังมา) คือ EKG
 
เดี่ยวพรุ่งนี้มาเขียนต่อ เรื่องหลีดกับระหว่างวัน

วันสิ้นโลก..

posted on 30 Nov 2009 20:39 by zaliaus  in SOUL-of-ZaliauS

วันล้างโลก... วิกฤตการณ์แห่งมนุษยชาติ                                                                                            

 

เป็นเวลาหลายพันปีมาแล้ว ที่มนุษย์มีศาสนาเป็นหลักยึดทางใจ เป็นดวงประทีบนำทางแก่ชีวิต รวมถึงเป็นสะพานเชื่อมระหว่างชีวิตโลกปัจจุบันและชีวิตหลังความตาย ซึ่งในแต่ละศาสนานั้น ต่างมีประเด็นความเชื่อสำคัญที่คล้ายกัน คือ เชื่อว่ามีกาลอวสานของโลกนี้อย่างแน่นอน

ตามความเชื่อในคติพราหมณ์ โลกที่พระพรหมสร้างให้เราอยู่ทุกวันนี้ จะมีอายุเพียง ๑ วันของพระพรหม ซึ่งเรียกว่ากัลป์ คือระยะเวลานับแต่โลกเกิดจนโลกสลาย อุปมาว่า มีภูเขาสูง ๑ โยชน์ วัดรอบได้ ๓ โยชน์ ในรอบ ๑๐๐ ปีจะมีเทวดาเอาผ้าทิพย์อ่อนดังควันไฟมากวาดครั้งหนึ่ง เมื่อภูเขานั้นราบเสมอแผ่นดิน จึงหมายถึงเวลา ๑ กัลป์ ซึ่งในกัลป์หนึ่งๆจะแบ่งออกเป็น ๑,๐๐๐ มหายุค ในมหายุคหนึ่งมี ๑๒,๐๐๐ ปีสวรรค์ และแต่ละมหายุคยังสามารถแบ่งออกเป็น 4 ยุค คือ กฤตยุค ไตรดายุค ทวาปรยุค และกลียุค บัดนี้โลกได้ตกอยู่ในช่วงกลียุค อันเป็นยุคสุดท้าย ซึ่งมีค่าเท่ากับ ๑,๒๐๐ ปีสวรรค์ ๑ ปีสวรรค์เท่ากับ ๓๖๐ ปีมนุษย์ ดังนั้นกลียุคมีระยะเวลา ๔๓๒,๐๐๐ ปีมนุษย์ คติพราหมณ์เริ่มนับกลียุคตั้งแต่วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ปีก่อนพุทธศักราช จนบัดนี้ พ.ศ.๒๕๕๒ ได้ผ่านกลียุคมีแล้ว ๕,๑๑๑ ปี ซึ่งเหลือเวลาอีก ๔๒๖,๘๘๙ ปี วันล้างโลกก็จะมาถึง เกิดมหันตภัยทั่วโลกธาตุ      พระศิวะจะเปิดเนตรดวงที่สาม มีไฟบรรลัยกัลป์ออกมาเผาผลาญโลกจนหมด

 

 

 

ในทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่า ในแต่ละกัปหรือกัลป์นั้น จะมีผู้ตรัสรู้มาบังเกิด เมื่อสิ้นกัปหนึ่งไปก็จะเริ่มต้นวัฏจักรในกัปต่อมา กัปที่เราอยู่ในปัจจุบันนี้เรียกว่าว่า ภัทรกัป แปลว่ากัปที่เจริญ เพราะในกัปนี้จะมีผู้ตรัสมาบังเกิดถึง ๕ พระองค์ ซึ่งในเวลานี้มีผู้มาตรัสรู้มาโปรดโลกแล้ว ๔ พระองค์ คือ พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ และพระสมณโคดม หรือพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเอง และหลังจากผ่านพ้นกลียุคไปแล้วนั้น จะเป็นยุคของพระศรีอาริยเมตไตรย อันเป็นผู้โปรดโลกพระองค์สุดท้าย นอกจากนี้ยังมีพุทธทำนายจากศิลาจารึกในสวนมฤคทายวัน ประเทศอินเดีย กล่าวว่า จะมีฝนเหล็กและไฟตกลงมาจากอากาศเผาผลาญผู้คนและบ้านเมืองให้พินาศเป็นอันมากในช่วง ๑๕ ปีก่อนกึ่งพุทธกาล (อาจจะหมายถึงสงครามโลกครั้งที่ ๒) และหลังจากกึ่งพุทธกาลไปจะร้ายแรงขึ้นเรื่อยๆนับเป็นช่วงกลียุค มนุษย์นอกศาสนาจะรบราฆ่าฟันกัน ต่างฝ่ายต่างทำลายกันย่อยยับเหมือนยักษ์กระหายเลือด   แผ่นดินแผ่นน้ำจะเดือด เป็นไฟและตายกันฝ่ายละครึ่งจึงเลิกรากัน จากนั้นพระพุทธศาสนาจะยืนยาวต่อไปจนครบ ๕,๐๐๐ ปี จึงสูญสลาย

                ในความเชื่อทางคริสตศาสนานั้น เชื่อว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จมาบนโลกเป็นครั้งที่ ๒ ซึ่งครั้งนี้พระองค์จะกลับมาพิพากษาโลกของเรา มิใช่มาเพื่อช่วยกู้โลกเหมือนเมื่อ ๒,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ในการเสด็จมาครั้งแรกนั้น     ทรงเสด็จมาในสภาพที่ต่ำต้อยที่สุด โดยยอมบังเกิดบนรางหญ้าที่ใช้เลี้ยงสัตว์ แต่ในการเสด็จมาในครั้งที่สอง พระองค์จะเสด็จมาบนเมฆในท้องฟ้าและมีเสียงแตรอันดังยิ่งนัก พร้อมกองทัพแห่งทูตสวรรค์เคียงข้างพระองค์ เพื่อทำมหาสงครามกับผู้ที่ต่อต้านพระองค์   เวลานั้นแม่น้ำและท้องทะเลจะกลายเป็นเลือด  จะมีแผ่นดินไหวรุนแรงที่สุดนับแต่สร้างโลกมา จากนั้นพระองค์จะตั้งบัลลังค์ขึ้นที่เยรูซาเล็ม เพื่อแบ่งแยกคนดีออกจากคนชั่ว

 


 

                ในปัจจุบันมีสัญญาณต่างๆมากมายที่สอดคล้องกับคำพยากรณ์ถึงการเสด็จมาครั้งที่ ๒ ของพระเยซูคริสต์ เช่น ชนชาติอิสราเอลจะก่อตั้งประเทศขึ้น การมีผู้อ้างตัวว่าเป็นพระเยชูคริสต์ การเกิดกันดารอาหาร การเกิดโรคระบาด การที่มนุษย์มีความรู้ทวีคูณ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครทราบถึงสิ้นโลกได้ เพราะพระคัมภีร์ไบเบิลได้บันทึกว่า วันนั้น โมงนั้น ไม่มีใครรู้ได้ แม้แต่ทูตสวรรค์หรือพระบุตรก็ไม่รู้ รู้แต่พระบิดาองค์เดียวเท่านั้น

ศาสนาอิสลามก็มีความเชื่อเรื่องวันสิ้นโลกเช่นเดียวกัน เรียกว่าวันกียามัต พระคัมภีร์อัลกุรอ่านได้พยากรณ์เกี่ยวกับวันสิ้นโลกเป็น ๒ วาระ คือ นิมิตเบาและนิมิตหนัก ในด้านนิมิตเบานั้นว่าด้วยชีวิตอันไร้มโนธรรมของมนษย์ และมหาสงครามของคนในกลียุค ส่วนนิมิตหนักว่าด้วยเรื่องของสัตว์ร้ายและการกลับมาอีกครั้งของนบีอีซา จากนั้น ครั้นเมื่อเทพอิสราฟิลเป่าแตรครั้งที่ ๑ สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็สิ้นไปพร้อมกับมีการล้างโลกด้วยน้ำ เมื่อเทพอิสราฟิลเป่าแตรครั้งที่ ๒ ชีวิตก็จะกลับคืนใหม่ เพื่อรับการพิพากษาการกระทำจากพระอัลเลาะห์  ส่วนวันกัลปาวสานของโลกจะมาเมื่อใดนั้น   ท่านนบีมุฮัมมัดกล่าวว่า ความรู้ในเรื่องนี้มีอยู่ที่เฉพาะพระผู้เป็นเจ้าเท่านั้น จะเกิดเมื่อไหร่ไม่มีใครตอบได้

 

 

 

สำหรับการทำนายเรื่องวันสิ้นโลกที่จะเกิดขึ้นในปี 2012 นั้น อ้างอิงมาจากปฏิทินของชาวมายัน ซึ่งไม่เหมือนกับปฏิทินทั่วไปที่จะนับวันไปข้างหน้า แต่ปฏิทินนี้จะนับเวลาถอยหลัง โดยได้กำหนดจุดเริ่มต้นไว้ที่ 3116 ปีก่อนคริสตกาล และแบ่งช่วงเวลาออกเป็น 13 แบ็กทัน  ซึ่งนับถึงปัจจุบันเป็นแบ็กทันสุดท้ายแล้ว (แบ็กทันที่ 13 เริ่มเมื่อ ค.ศ.1606) และเมื่อนำปฏิทินของมายันมาเทียบวันตามปฏิทินเกรกอเรียนที่เราใช้ในปัจจุบัน มันจะสิ้นสุด ณ วันที่ 21-12-2012 จึงเป็นที่มาของความเชื่อ และเกิดความตื่นกลัวของคนบางกลุ่ม    

                เราจะรอดจากวันสิ้นโลกได้อย่างไร...?

ในศาสนาพราหมณ์นั้น วันสิ้นโลกยังอยู่อีกยาวไกล การจะได้ไปอยู่สวรรค์หรือจะเกิดโลกใหม่ที่พระพรหมสร้างก็ขึ้นกับศรัทธาและคุณงามความดีของแต่ละคน แต่สิ่งที่เราต้องพบแน่นอนคือความดับสูญของร่างกาย สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าไฟบรรลัยกัลป์ของพระศิวะ คือการที่คนเราได้ทำบาปนั่นเอง

                สำหรับพุทธศาสนิกชนที่ตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรม กระทำแต่คุณงามความดี จิตจึงต้องรู้แจ้งว่า ภัยพิบัติที่จะเกิดแก่โลกนั้นเป็นเรื่องของวัฏจักรธรรมชาติ เมื่อสิ่งใดเกิดขึ้น สิ่งนั้นก็ต้องดับไป  นอกจากนี้ พระพยอม กัลยาโณ กล่าวไว้ว่า สำหรับคนที่ตื่นตระหนกกับกระแสนี้ แล้วทำอะไรไม่เข้าท่า ทำให้ตัวเองหรือคนอื่นต้องเดือดร้อน มันแย่ยิ่งกว่าโลกแต่เสียอีก อาตมาอยากจะเตือนว่า ขอให้ฉลาดกันหน่อย คิดอะไรก็ให้มีเหตุผล

                ตามที่พระคัมภีร์ไบเบิลกล่าวไว้ว่า วันสิ้นโลกจะมาถึงในช่วงเวลาที่ไม่มีใครคาดฝันถึง แต่เวลาเหลือน้อยลงทุกที ดังนั้นเราทุกคนจึงต้องตื่นตัวอยู่เสมอโดยการหมั่นทำความดี เมื่อวันสิ้นโลกมาถึงจริง เราจึงไม่ต้องเสี่ยงกับการพิพากษา  ศาสนิกชนอย่าพอใจในความความดีที่ตนทำอยู่ แต่จงมีมานะบากบั่นดุจนักกีฬาที่ฝึกฝนเพื่อชัยชนะ และจะได้รับบำเหน็จรางวัลในสวรรค์

                สำหรับชาวมุสลิมทุกคน เชื่อว่ามีวันสิ้นโลก เพราะเป็นหลักศรัทธาของศาสนา การเชื่อเช่นนี้จะทำให้มนุษย์ควบคุมตนเองให้ทำความดี เพราะเมื่อพระเจ้าได้ทำให้โลกนี้สิ้นไปและชุบชีวิตให้เราอีกครั้งหนึ่ง แล้วพระองค์จะทรงพิพากษาการกระทำของเรา การยึดมั่นทำความดีมากๆ จะทำให้เราพออุ่นใจได้ว่า ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นในเวลาข้างหน้า พระเจ้าจะตอบแทนความดีที่เราทำอย่างแน่นอน    

                ทั้งหมดทั้งมวลนี้  ไม่ว่าวันสิ้นโลกจะมาถึงเมื่อไหร่ก็ตาม ภัยพิบัติต่างๆจะร้ายแรงแค่ไหน ขอให้เราทั้งหลายตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท หมั่นทำความดี อย่าตื่นตระหนกถึงเหตุการณ์อนาคตซึ่งยังมาไม่ถึง พึงระลึกไว้ว่า เมื่อมีวาระเกิด ก็ต้องมีวาระสูญสลาย  ทุกสิ่งล้วนแต่หมุนเวียนไปตามกรรมของสิ่งนั้น

 


 

Lungs

posted on 03 Sep 2009 02:08 by zaliaus  in MED-Life
 
 
อาทิตย์หน้าจะต้อง present เกี่ยวกับ Anatomy of Lungs
งานที่ตามมาอย่างอัตโนมัติก็คือ
การเตรียมสือ power point สำหรับการนำเสนอนั่นเอง
ตั้งหน้าตั้งตาทำตั้งแต่สี่ ทุ่มก็เพิ่งมาเสร็จตีสองนี่แหละ เหนื่อยเอาการนะเนี่ย....
 

อันนี้เป็นภาพปอดของร่างบริจาคที่ผ่านการดองมาอย่างเนิ่นนาน
 ไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงทำออกมาได้สวยงามอย่างนี้ 
เรียกว่า "ปอดเป็นปอด" เลยที่เดียว
 
ตรงข้ามกับที่เราเคยทำ ถึงแม้จะเคยผ่าแยกปอดออกมาจากช่องอก สองสามครั้งแล้ว
แต่สภาพก็ยังเกือบจะไม่เป็นปอดอยู่ดี
จนเพื่อนทักกันว่า "นั่นอะไรน่ะ ปอดหรอ?"      - -"
ถึงตัวอย่างปอดที่จะนำมันแสดงให้เพื่อนๆดูจะเยินไปหน่อย แต่ก็ทำด้วยความตั้งใจจริง!!!
 
 
 ปอดในร่างบริจาคจะแข็งๆตันๆ เพราะผ่านการดองมา น้ำดองที่ใช้ดองจึงแทรกซึมเข้าไปสู่เนื้อปอด
แต่ถ้าเป็นปอดสดๆจะมีสีชมพู และมีลักษณะนุ่มนิ่มกว่า เหมือนฟองน้ำ
ปอดสดๆ ถ้าเป็นมีสุขภาพดีเมื่อตัดออกมาแล้วก็จะพอมีอากาศอยู่บ้าง ปอดจึงลอยน้ำได้
แต่ถ้าหากปอดที่เป็นโรคอาจจะมีเลือด หนอง หรือของเหลวอื่นแทรกอยู่ทำให้อาจไม่ลอยน้ำ
 
ปอดทารกแรกเกิดก็เหมือนกัน ถ้าทารกตายตั้งแต่ในครรภ์แสดงว่าไม่เคยอากาศเข้าปอด
ปอดก็จะไม่ลอยน้ำ แต่ถ้ามันลอยน้ำได้ แสดงว่าทารกนั้นหลังคลอดออกมา 
ได้สูดอากาศเข้าไปบ้างแล้ว แสดงว่าไม่ได้เสียชีวิตในครรภ์
ข้อสังเกตเหล่านี้ มีความสำคัญในนิติเวชวิทยา....
 
 

สงสัยระคนสงสาร

posted on 01 Sep 2009 02:53 by zaliaus
 
เมื่อสัปดาห์ก่อนมีข่าวเกี่ยวกับแพทย์หญิงท่านหนึ่งในจังหวัดลำปาง
ได้ปฏิเสธการรักษาคนไข้ที่มีญาติสวมเสื้อแดงไปส่งรับการรักษา
 
มาทราบจากข่าวทีหลังว่าแพทย์หญิงท่านนี้เป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบันกับผมเอง
เพิ่งจบออกไปประมาณ 2 ปี ไม่แน่ใจว่าอาจจะเคยเห็นรุ่นพี่คนนี้ในขณะที่ผมเป็น Freshy ก็เป็นได้
 
แต่ข้อเท็จจริงให้วันเกิดเห็นจะเป็นอย่างได้ก็ตาม แต่ที่ติดตามจากสื่อหลายสำนักก็ได้ผลสรุปคือ
 พี่หมอคนนี้ได้ปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยจริง และได้ส่งต่อให้แพทย์ท่านอื่นรักษาแทน

ปรากฏว่าตามเว็บบอร์ดทางอินเตอร์เน็ตมีการแสดงความคิดเห็นกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมัน
แต่ที่จะพูดกับบ่อยที่สุด เห็นจะเป็นการโจมตีเรื่อง "การผิดจรรยาบรรณแพทย์"
 
ผมมานั่งคิดว่า ผู้คนที่มาโพสนี้ เขารู้เรื่องจรรยาบรรณแพทย์มากน้อยเพียงใด
พวกเขาเคยอ่านจากตำรามา หรือ ใช้วิจารณญาณส่วนตัวมาตัดสินว่าผิด
สิ่งที่พวกเขาพูดออกมานั้น แน่ใจแล้วหรือว่าเข้าใจจริง หรือว่า
เพียงเพือต้องการโจมตีโดยหยิบจรรณยาแพทย์มาเป็นเครื่องมือ
 
แต่ผมก็ไม่อาจทราบว่าจรรยาแพทย์ที่ว่านี้เป็นกฏหมายลายลักอักษร
หรือเป็นสิ่งสร้างทางสังคมที่มีขึ้นเพื่อกำหนดกรอบชีวิตความเป็นแพทย์
แต่ที่พบเป็นรูปธรรมจริงๆก็คือ
 

ประกาศแพทยสภา
ที่ 46 /2549
เรื่อง ข้อเท็จจริงทางการแพทย์

........ข้อ 5 เพื่อประโยชน์ต่อตัวผู้ป่วยเอง ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมอาจปฏิเสธการรักษาผู้ป่วยที่ไม่ อยู่ในสภาวะฉุกเฉิน อันจำเป็นเร่งด่วนและเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยต้องให้คำแนะนำหรือส่งต่อผู้ป่วย ตามความเหมาะสม

อ่านข้อนี้แล้ว หมอท่านนี้ก็อาจจะไม่ได้ทำผิดเสียที่เดียว
เนื่องจากผู้ป่วยที่มีญาติเสื้อแดงมาส่งก็ไม่ได้มีลักษณะอาการอันตรายต่อชีวิต
และก็ได้ทำการส่งต่อให้แพทย์ท่านอื่นรักษาแล้ว
ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้ป่วยเอง เพราะ การรับการรักษากับผู้ที่ไม่มีอคติด้วย อาจเป็นประโยชน์กว่า
และเนื่องจากคุณหมอท่านนี้ไม่มีความพร้อม (ด้านจิตใจ) ที่จะรักษาผู้ป่วยรายนี้
 


คำประกาศสิทธิของผู้ป่วย พ.ศ.2541

 .......ข้อ 2. ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะได้รับบริการจากผู้ประกอบวิชาชีพด้านสุขภาพโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติเนื่องจาก ความแตกต่างด้านฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม ลัทธิการเมือง เพศ อายุ และลักษณะ ของความเจ็บป่วย

อ่านข้อนี้แล้ว คุณหมอท่านนี้ก็ผิดไปอย่างเต็มๆ
การกระทำของหมอคนนี้เข้าข่ายการเลือกปฏิบัติ เพราะมีความเห็นต่างกันทางการเมือง
 
 
จากเหตุการณ์นี้ผมเองจึงคิดได้ว่า คุณหมอท่านนี้มีปัญหาเกี่ยวกับการมีอคติต่อผู้อื่น
ที่มีความเห็นทางการเมืองไม่ตรงกัน และนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานวิชาชีพแพทย์
ทำให้เกิดปัญหาตามมา หากมีสติยับยั้งการแสดงออกทางกายและวาจาออกมา ปัญหาคงไม่เกิด
แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีอคติเกิดขึ้นแล้ว จะให้ลบล้างไป ณ ที่ตรงนั้น คงเป็นไปไม่ได้ 
เนื่องจากก็เป็นปุถุชนธรรมดาไม่ต่างไปจากคนไข้ทั่วไปที่มารับการรักษา
การกระทำเพื่อหลีกเลี่ยงผลเสียที่จะตามมาหลังจากการรักษาไปด้วยอคติ
คือการส่งให้แพทย์ผู้อื่นทำการรักษาต่อ แทนที่จะกล้ำกลืนฝืนทนรักษา แต่ได้ผลการรักษาที่เลวร้าย
เช่น การกลั่นแกล้งให้ยาผิด การเลี้ยงไข้ ฯลฯ 
ซึ่่งการตัดสินใจที่จะส่งการรักษาต่อ ของหมอท่านนี้ ก็เป็นประโยชน์แก่ตัวผู้ป่วยเอง
 
 
****สิ่งที่อยากบอก
- สังคมมีหลายสี คนไข้ก็มีหลายสี หมอก็คน จะมีหลายสีด้วย มิได้หรือ?
- ไม่ได้จะเข้าข้างรุ่นพี่สถาบันเดียวกัน แต่ก็ดูๆไปเท่าที่ความคิดน้อยๆนี้จะพึงมี
- ผู้คนจำนวนมากเรียกร้องจรรยาบรรณแพทย์ แสดงว่าสังคมยังมีความคาดหวังกับวิชาชีพแพทย์สูง
  ถ้าเป็นแม้ค้าปฏิเสธการขายบ้าง คงไม่เป็นประเด็นร้อนขนาดนี้ 
- ความบาดหมางระหว่างหมอและผู้ป่วยที่มีญาติเสื้อแดงคงจบไปนานแล้ว แต่หมอท่านนี้ถูกทำให้กลาย
  เป็นเครื่องมือปลุกระดมทางการเมืองของคนบางพวกไปแล้ว โดยที่เธอไม่มีโอกาสปกป้องตัวเองเลย 
 
 
 

อันดามัน ซีฟู้ด

posted on 10 Dec 2008 22:49 by zaliaus

เมื่อเย็นพาน้องๆสายรหัสไปกินอาหารทะเล

ที่อันดามันซีฟู้ด เพื่อนแนะนำมาเพราะว่าราคามันถูก เค้าคิดหัวละ 199 เอง

ปรากฏว่าสั่งแต่ละทีเนี่ย ได้ช้ามาก...ไม่รู้เพราะอะไร

คงจะไปเลี้ยงกุ้งเลี้ยงหอยอยู่กระมัง  อาหารแต่ละจานได้กุ้งประมาณ 5-6 ตัว

นั่งกินอยู่ สองชั่วโมง ไอ้เราก็จำไม่ได้ว่าสั่งอะไรไปแล้วมั่ง รวมทั้งอะไรที่เค้ามาเสริฟแล้วมั่ง

ตกท้ายตอนก่อนกลับ เด็กเสิร์ฟแกเอามาลงที่เดียวห้าจานรวด (สามชุด=15) 

มันก็คืออาหารที่พวกเราสั่งไปแล้วตอนสองชั่วโมงก่อนนั้นแหละ พระเจ้า!! เพิ่งมาตอนจะอิ่มแล้วเนี่ยนะ.

แล้วไอ้จานสุดท้ายนี่สิ ไม่รู้ว่ามีใครไปสั่งโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออยากลองของ

 มันคือ หอยนางรมดิบ เอาล่ะหว๊า... ใครจะกินเนี่ยยย...(ควรจะมาเมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว)

ก็เลยต้องเล่นเกมส์จับฉลาก ใครแพ้ก็คนละชิ้นสองชิ้น

พวกเราทั้ง 19 คนจึงรอดมาได้ด้วยประการฉะนี้

New Blog Opening!!!

posted on 10 Dec 2008 12:38 by zaliaus

วันนี้เป็นเปิดบล็อกใหม่ของเรา 55+

ถือฤกษ์ดีวันรัฐธรรมนูญซะเลย (ไม่น่าจะเกี่ยวกัน)

ที่จริงอาจจะเป็นเพราะเราว่างมากว่า แล้วอีกอย่างก็เบื่อๆ พวก hi5 แล้วด้วย

เลยหาสิ่งใหม่ทำ ทำบล๊อกมันดูเป็นการเป็นงานเป็นผู้ใหญ่มากกว่า คิดว่านะ

เง้ออออ.....ไม่รู้จะมีคนเข้ามาดูบล๊อกเรามั้ยเนี่ย แต่เราจะพยายามไปอ่านของคนอื่นๆนะ

แล้วเจอกันคร๊าบบบ...